แนวทางการแก้ไขปัญหาการมาเรียนสายของนักศึกษา ระดับชั้นปวช. (ทุกสาขาวิชีพ)

หัวข้องานวิจัย                      แนวทางการแก้ไขปัญหาการมาเรียนสายของนักศึกษา ระดับชั้นปวช. (ทุกสาขาวิชีพ)

ชื่อผู้เขียน                            นางสาวกานต์สินี   จุลสมบูรณ์

นางสาวกุสุมา         หงษ์วิหก

สาขาวิชา                             การตลาด

สถานศึกษา                        วิทยาลัยเทคโนโลยีพงษ์สวัสดิ์

อาจารย์ที่ปรึกษา               อาจารย์จำนงศรี  ก่อเกิด

ปีการศึกษา                          2555

 บทคัดย่อ

การวิจัยเรื่องนี้เพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาการมาเรียนสายของนักศึกษาระดับชั้นปวช.(ทุกสาขาวิชาชีพ)และศึกษาปัญหาที่เกิดจากการมาเรียนสายของนักศึกษาระดับชั้นปวช.(ทุกสาขาวิชาชีพ) แบบสำรวจครั้งนี้มีจำนวน 2 ส่วน ส่วนที่ 1 ของนักศึกษาประกอบด้วย ตอนที่ 1 เป็นข้อมูลส่วนตัวของนักศึกษา จำนวน 4 ข้อ ตอนที่ 2 เป็นคำถามแบบประมาณค่า แบบ Likert Rating ส่วนที่ 2 ของผู้ปกครองประกอบด้วย ตอนที่ 1 เป็นข้อมูลส่วนตัวของผู้ปกครอง จำนวน 3 ข้อ ตอนที่ 2 เป็นคำถามแบบประมาณค่า แบบ Likert Rating ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักศึกษา จำนวน 74 คน ที่เป็นผู้ปกครอง จำนวน 119 คน จากประชากรทั้งหมด โดยสุ่มตัวอย่างง่าย (Sample Random Sampling) เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการประมวลผล วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย และรายงานผล ในรูปตาราง ดังต่อไปนี้

                                                                                         ผลสรุป

ส่วนที่ 1  เรื่องแนวทางแก้ไขปัญหาการมาเรียนสาย (นักศึกษา)  ทุกสาขาวิชาชีพ

                ตอนที่ 1 ข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถาม   พบว่านักศึกษาส่วนใหญ่ เป็นเพศชาย ร้อยละ 63.5 และเพศหญิง ร้อยละ 36.5  นักศึกษาระดับชั้นปวช. ร้อยละ100.0  นักศึกษาส่วนใหญ่อยู่ในสาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ร้อยละ 28.4 รองลงมา สาขาการตลาด ร้อยละ 21.6 รองลงมา สาขาการบัญชี ร้อยละ 18.9 รองลงมา สาขาอาหารและโภชนาการ ร้อยละ 13.5 สุดท้าย สาขาคอมพิวเตอร์กราฟิก ร้อยละ 10.8 และสาขาการท่องเที่ยว ร้อยละ 6.8 นักศึกษามีเกรดเฉลี่ยมากกว่า 2.00 ขึ้นไป ร้อยละ 55.4 ผลการเรียนต่ำกว่า 2.00 ร้อยละ 41.9  ผลการเรียน3.00  ร้อยละ 2.7

ตอนที่ 2 แนวทางแก้ไขปัญหาการมาเรียนสายของนักศึกษา (ทุกสาขาวิชาชีพ)

ภาพรวมค่าเฉลี่ยของสภาพปัญหาการมาเรียนสายของนักศึกษา พบว่า สภาพปัญหาการมาเรียนสายของนักศึกษา อยู่ในระดับระดับมาก (=3.43 Std.= .013) มากไปหาน้อยสามลำดับ ต่อไปนี้ การมาเรียนสายทุกครั้งนักศึกษามีเหตุจำเป็นเสมอ ( x=4.17 S.td = .798 )  รองลงมาคือ สาเหตุของการมาเรียนสายเกิดจากตัวนักศึกษาเอง (x =3.97 Std. = .731 )  และสุดท้ายคือการได้รับคะแนนเพิ่มจากเวลาเรียนทำให้สนใจที่จะมาเรียนในวิชามากขึ้น (X = 3.82 Std. = .855 )

 

ส่วนที่ 2 แนวทางแก้ไขปัญหาการมาเรียนสายของนักศึกษา (ผู้ปกครอง)

ตอนที่ 1 ข้อมูลส่วนตัวของผู้ปกครอง   พบว่าผู้ปกครองส่วนใหญ่เพศหญิง ร้อยละ 71.4 และเพศชาย ร้อยละ 28.6 ผู้ปกครองมีอายุมากกว่า 40 ปี ร้อยละ 67.2 และต่ำกว่า 40 ปี ร้อยละ 32.8 ผู้ปกครองมีรายได้มากกว่า 15,000 บาท ร้อยละ 52.1  และต่ำกว่า 15,000 บาท ร้อยละ 47.9

ตอนที่ 2 แนวทางแก้ไขปัญหาการมาเรียนสายของนักศึกษาตามความคิดเห็นของผู้ปกครอง (ทุกสาขาวิชาชีพ) พบว่าผู้ปกครองมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการมาเรียนสายของนักศึกษาระดับชั้น ปวช. อยู่ในระดับน้อย ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.02 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ.624 เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อแล้วพบว่าผู้ปกครอง มีความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาการมาเรียนสายของนักศึกษา อยู่ในระดับน้อย – มาก โดยมีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 4.50 – 1.89 โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยสามลำดับ ต่อไปนี้ ปัจจุบันท่านมีความเกี่ยวข้องกับนักศึกษา (x =4.50 Std. = .882 )  รองลงมาคือ ท่านพึงพอใจกับการติดตามของทางโรงเรียนกับผู้ปกครองหรือไม่ (x =4.25 Std. = .815 )   และสุดท้ายคือ นักศึกษาในความปกครองของท่านต้องหารายได้จนเจือครอบครัว (x =1.89 Std. = 1.148 )

 

 

สำรวจความพึงพอใจของผู้บริโภคที่มีต่อ “ผลิตภัณฑ์กำจัดแมลง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

ในการจัดทำโครงการเพื่อศึกษาเกี่ยวกับ     สำรวจความพึงพอใจของผู้บริโภค “ผลิตภัณฑ์กำจัดแมลง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับ  ธุรกิจผลิตภัณฑ์กำจัดแมลง และ สำรวจความพึงพอใจของผู้ประกอบการ และ ผู้ใช้บริการ  เพื่อสรุปรายงานการจัดทำโครงการเสนอต่อคณะกรรมการบริหารโครงการของสถานศึกษา ประกอบการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง  ประเภทวิชาบริหารธุรกิจ  สาขาการตลาด มีผลการดำเนินงาน เป็นดังนี้

ส่วนที 1 การศึกษาการดำเนินการผลิตยากำจัดแมลงกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ทำให้รู้จักอุปกรณ์ในการวิจัยเพื่อผลิตยา  และ ขั้นตอน ผลิตยากำจัดแมลง ประเภทของยาที่ได้จากการผลิต และแต่ละประเภทนำไปใช้ในกรณีใดบ้าง มีอันตรายอย่างไร ราคาในการจำหน่ายและสถานที่จำหน่าย การส่งเสริมการตลาดโดยการพูดคุยสังเกตการณ์และการลงมือปฏิบัติการจริงในห้องทดลอง  รวมทั้งการจำหน่ายให้แก่ลูกค้า แต่ละประเภท ซึ่งมีทั้งการขายปลีกและการขายส่งเป็นต้น

                ส่วนที่2 ผลการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าที่มีต่อ “ผลิตภัณฑ์กำจัดแมลง”

 ตอนที่1 ข้อมูลส่วนตัวผู้ตอบ พบว่าผู้บริโภคเป็นเพศชาย ร้อยละ 54.4 รองลงมาเป็นเพศหญิงร้อยละ 45.6 รับราชการ ร้อยละ 28.9 พนักงานบริษัท ร้อยละ 43.3 พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 24.4 มี รายได้ 5,000-8,000 บาทร้อยละ 7.8 รายได้ 8,001-10,000 ร้อยละ 50  รายได้ 10,001   ขึ้นไปร้อยละ 42.2    ตอนที่ 2 ความพึงพอใจของผู้บริโภค “ผลิตภัณฑ์กำจัดแมลงพบว่า ผู้บริโภคมีความพึงพอใจดังต่อไปนี้คือ ผลิตภัณฑ์ให้เลือกหลากหลาย เช่น กันยุง กันมด มากที่สุดร้อยละ 58.9 มีผลิตภัณฑ์ให้เลือกหลายชนิด เช่น สเปรย์ เจล ร้อยละ 44.4         มีความปลอดภัยจากการใช้ผลิตภัณฑ์ ร้อยละ47.8  มีฉลากและคำแนะนำในการใช้ผลิตภัณฑ์อย่างปลอดภัย ร้อยละ 48.9 ราคามีให้เลือกตามขนาดของสินค้า ร้อยละ 54.4 หาซื้อได้ง่าย เช่น ร้านขายยา ร้านค้าสวัสดิการกรมวิทย์ฯ ร้อยละ 62.2 ราคาถูกเมื่อเทียบกับคุณภาพ ร้อยละ 52.2 พนักงานขายให้ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ร้อยละ 37.8 ได้รับการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร้อยละ 43.3 ซื้อผลิตภัณฑ์ 2,000 บาทขึ้นไป จัดส่งฟรีทั่วประเทศ คิดเป็นร้อยละ 41.1

ข้อเสนอแนะ จากการศึกษาพบว่า  ผลิตภัณฑ์ยากำจัดแมลงของกรมวิทยาศาสตร์พบว่าสินค้าของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มีคุณภาพดี แต่ราคาในการจำหน่าย เมื่อเทียวกับสินค้าที่จำหน่ายทั่วไปแล้วมีราคาแพงกว่า และมีช่องทางการจำหน่ายที่น้อยกว่า ดังนั้นจึงควรมีการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อเพิ่มยอดขายของผลิตภัณฑ์และจะมีผลไปยังราคาจำหน่าย ทำให้มีการผลิตเพิ่มขึ้น  ต้นทุนสินค้าต่ำลง ราคาในการจำหน่ายก็ถูกลงด้วยรวมไปถึงการให้ความรู้เรื่องการใช้ยาของพนักงานและควรมีการเผยแพร่ชื่อเสียงให้มากขึ้น

ความพึงพอใจของผู้บริโภคที่ใช้บริการต่อร้านเพ้นท์ เล็บNOKKO

โครงการเรื่องความพึงพอใจของผู้บริโภคที่ใช้บริการต่อร้านเพ้นท์เล็บ NOKKO เพื่อศึกษาความพึงพอใจและข้อมูลการดำเนินธุรกิจเพ้นท์เล็บ ปัญหาและจากข้อเสนอแนะของการประเมินผลของประชาชนที่ใช้บริการร้านเพ้นท์เล็บ จำนวน  99  คน มาทำการวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS และสถิติที่ใช้คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แสดงออกมาในตารางโดยมีผลสรุปดังต่อไปนี้

            ส่วนที่1 ความรู้จากการศึกษาการดำเนินธุรกิจร้านเพ้นท์เล็บ “NOKKO”

ในการจัดทำผู้ทำโครงการได้สัมภาษณ์การดำเนินธุรกิจและสังเกตการณ์ทำให้มีความรู้เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจขนาดย่อม การตลาด การกำหนดกลยุทธ์การตลาด การขาย การจัดซื้อสินค้า การให้บริการลูกค้า การโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าทราบ รวมทั้งมีการถ่ายภาพบรรยากาศของร้านการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าที่มาใช้บริการของร้าน ทำให้ทราบปัญหาอุปสรรค และการแก้ปัญหาของร้านค้าด้วย 

                ส่วนที่ 2 การสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าที่มีต่อ “ร้านเพ้นท์เล็บ NOKKO” ตอนที่ 1 ข้อมูลส่วนตัวพบว่าผู้ตอบเป็นผู้หญิงร้อยละ 100  และส่วนมากเป็นนักศึกษาร้อยละ45.5  โดยมีรายได้ 5,000-8,000 บาท ร้อยละ60.6   ตอนที่ 2  ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการร้านเพ้นท์เล็บ มีดังนี้ อันดับที่ 1 เรื่องพนักงานมีความชำนาญ มีค่าเฉลี่ย 4.47  อันดับที่ 2มีแบบให้เลือกจำนวนมากค่าเฉลี่ย 4.26     อันดับที่ 3 บรรยากาศในร้านดี มีค่าเฉลี่ย 3.67  อันดับที่ 4   ความสะอาดของอุปกรณ์มีค่าเฉลี่ย 3.66  อันดับที่ 5 ราคาเป็นกันเองมีค่าเฉลี่ย 3.54     อันดับที่ 6บริการรวดเร็วมีค่าเฉลี่ย 3.33 อันดับที่ 7  มีบริการให้คำแนะนำแก่ลูกค้ามีค่าเฉลี่ย 3.33 อันดับที่ 8 มีบริการเสริมให้เลือกมากมีค่าเฉลี่ย 3.32  และสุดท้ายมีรายการส่งเสริมการขายน้อยมีค่าเฉลี่ย 2.38

ข้อเสนอแนะที่นำมาให้กับทางร้านเพื่อนำไปปรับปรุงและแก้ไข

1.ทางร้านควรมีการส่งเสริมการขายให้มากกว่าเดิม  เนื่องจากจะช่วยทำให้ลูกค้าเดิมกลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง  และสามารถเพิ่มลูกค้ารายใหม่ได้ด้วย

2.ทางร้านควรมีบริการเสริมอย่างอื่น  เช่น ต่อขนตา ต่อผม   จะได้เพิ่มลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ

3.ทางร้านควรมีการแนะนำลูกค้าเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

4.ทางร้านควรมีการออกแบบลายใหม่ๆเพื่อเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า

 

การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาโดยการใช้วิชาโครงการของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นสูง สาขาการตลาดโรงเรียนพงษ์สวัสดิ์พณิชยการ

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาการพัฒนาทักษะในการแก้ปัญหา และพฤติกรรมการเรียนรู้ในการแก้ปัญหาของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงสาขาการตลาด จากการเรียนรู้โดยโครงการ อันจะเป็นประโยชน์ต่อ การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนซึ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการจัดเรียนการสอนในวิชาโครงการ (3401-6001) ต่อไป

กลุ่มเป้าหมายของการวิจัยครั้งนี้นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงสาขาการตลาด คือ ปีการศึกษา 2553 จำนวน 48 คน โดยเป็นนักศึกษารอบเช้า ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้แบ่งกลุ่มนักศึกษาออกเป็น 6 กลุ่ม คือ แต่ละกลุ่มดำเนินโครงการในสถานที่ที่ตนเองสนใจ โดยมีผู้สอนเป็นผู้ให้การชี้แนะ สังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ในการแก้ปัญหาของนักศึกษา และประเมินผลในทุกขั้นตอนของการเรียนรู้โดยโครงงาน

เครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วย (1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 7 แผ่น (2) แบบประเมินผลที่ได้จากการพัฒนาทักษาการแก้ปัญหาโดยการเรียนรู้โครงงานจำนวน 20 ข้อ (3) แบบประเมินวิธีการแก้ปัญหาโดยการจัดสัมมนาหรือการอภิปรายกลุ่มโดยการเรียนรู้โครงงานของนักศึกษา จำนวน 20 ข้อ (4) แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ในการแก้ปัญหาโดยการเรียนรู้โครงงานของนักศึกษา จำนวน 30 ข้อ (5) แบบบันทึก (แบบไม่เจาะจง) พฤติกรรมการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาโดยการเรียนรู้โครงงานระหว่างการเรียนการสอนของนักศึกษา และ (6) แบบประเมินกระบวนการเรียนการสอนวิชาโครงการของนักศึกษาโดยการเรียนรู้โครงการจำนวน 16 ข้อ ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์โดยหาค่าเฉลี่ย ความถี่ และร้อยละ แล้วเสนอในรูปของตารางประกอบความเรียง

ผลการวิจัยพบว่า

1. จากการประเมินผลงานที่ได้จากการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาโดยการเรียนรู้โครงงานของนักศึกษา พบว่า กลุ่มนักศึกษาสามารถเขียนรายงานโดยรวมได้อยู่ในระดับดีมาก

โครงการอยู่ในระดับดี – ดีมาก         จำนวน 3 โครงการ  โครงการที่อยู่  ในระดับพอใช้     จำนวน 3 โครงการ

2. จากรูปแบบการนำเสนอผลงานโดยการเรียนรู้โครงการเป็นการจัดสัมมนาหรืออภิปรายกลุ่มนักศึกษา พบว่านักศึกษาสามารถนำเสนอผลงานโดยการจัดสัมมนาการแก้ปัญหาโดยรวมได้อยู่ในระดับดี โดยเฉพาะการนำเสนอผลงานซึ่งใช้การจัดสัมมนาและมุมวิชาการในการเสนอผลงานของโครงการของกลุ่ม ทำให้ผู้ฟังหรือผู้เข้าร่วมมีความสนใจและเข้าใจในเนื้อหาของโครงการมากขึ้น

3. จากการประเมินผลการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักศึกษาในแต่ละขั้นตอนของการดำเนินโครงการ พบว่านักศึกษาภาคเรียนปกติมีพฤติกรรมการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาโดยรวมได้อยู่ในระดับดี

 4. จากการบันทึกของผู้เสนอเกี่ยวกับพฤติกรรมการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาของนักศึกษา พบว่านักศึกษาทั้ง 3 กลุ่มมีพฤติกรรมการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาได้ทุกแผนการจัดการเรียนรู้ และทุกขั้นตอนของโครงงานโดยรวมได้อยู่ในระดับดี

5. จากความคิดเห็นของนักศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการเรียนการสอนวิชาโครงการในด้านต่าง ๆ อยู่ในระดับมากที่สุด

การแก้ปัญหาการคำนวณรายวิชาคณิตศาสตร์การตลาด โดยใช้การคำนวณ เพื่อเสริมสร้างความชำนาญในการคำนวณ ในรายวิชาคณิตศาสตร์การตลาด สำหรับนักศึกษาระดับปวส.1 วิทยาลัยเทคโนโลยีพงษ์สวัสดิ์ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี

.  หลักการและเหตุผล

                       ตามที่อาชีวศึกษา ได้พัฒนารูปแบบของหลักสูตรเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ โดยกำหนดมาตรฐานวิชาชีพสาขาวิชาและมาตรฐานรายวิชาซึ่งเขียนในรูปสมรรถนะในอาชีพ ซึ่งต่อมา สอศ.ได้มีการพัฒนากรอบมาตรฐานหลักสูตรอาชีวศึกษาที่เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรและจัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษาที่ได้รับการอนุมัติประกาศใช้เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2549 เน้นการพัฒนาสมรรถนะจากอาชีพพัฒนาเข้าสู่การกำหนดมาตรฐานวิชาชีพสาขาวิชา/สมรรถนะในการศึกษาวิชาชีพและจัดระดับเพื่อเชื่อมโยงกับระบบคุณวุฒิวิชาชีพ รวมทั้งกำหนดสมรรถนะในรายวิชาต่าง ๆ นำไปสู่การจัดการเรียนการสอนที่เน้นสมรรถนะ    อีกทั้งกระทรวงศึกษาธิการได้พิจารณาเห็นสมควรกำหนดกรอบมาตรฐานหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ  (ปวช.)  และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)  ทุกประเภทวิชา  กำหนดให้มีสมรรถนะที่ได้จากมาตรฐานวิชาชีพหรือมาตรฐานสมรรถนะในสาขาอาชีพระดับฝีมือ  ตรงตามความต้องการของสาขาอาชีพ  สถานประกอบการ  ชุมชน  มีความสามารถในการคิด  วิเคราะห์  แก้ปัญหา  วางแผนดำเนินการ  ตรวจสอบและบูรณาการความรู้อย่างเป็นระบบในระดับผู้ปฏิบัติงาน  รวมทั้งเป็นผู้ที่มีคุณธรรมจริยธรรม และกิจนิสัยที่เหมาะสมในการทำงาน  โดยกำหนดสมรรถนะและผลลัพธ์การเรียนรู้  ดังนี้   1)  ระดับ ปวช. 1  มีความรู้เข้าใจในวิชาการที่สัมพันธ์กับวิชาชีพ  สามารถปฏิบัติงานในขอบเขตของงานที่กำหนด  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานประจำและคาดการณ์ได้  โดยใช้ทักษะพื้นฐานหรือทักษะเฉพาะ  รวมถึงทักษะที่สัมพันธ์กับการปฏิบัติงานและการมีส่วนร่วมในคณะทำงาน  2)  ระดับ  ปวช. 2  มีความรู้ความเข้าใจในวิชาการที่สัมพันธ์กับวิชาชีพ  สามารถปฏิบัติงานในขอบเขตของงานที่กำหนด  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานประจำและมีความพร้อมในการปฏิบัติงานในขอบเขตงานหลากหลายและบริบทต่าง ๆ รวมทั้งสามารถรับผิดชอบด้วยตนเองหรือการมีส่วนร่วมในคณะทำงาน  3)  มีความรู้ความเข้าใจในวิธีการและวิธีดำเนินการ  สามารถปฏิบัติงานโดยใช้ทักษะในขอบเขตสำคัญและบริบทต่าง ๆ  ที่สัมพันธ์กัน  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานประจำสามารถประยุกต์ใช้ทักษะและความรู้ไปสู่บริบทใหม่ ๆ สามารถให้คำแนะนำและแก้ไขปัญหาเฉพาะด้านอาจต้องรับผิดชอบต่อผู้อื่น  ร่วมทั้งมีส่วนร่วมและหรือมีการประสานงานกลุ่มหรือหมู่คณะ  4)  ระดับ ปวส. 1  สามารถปฏิบัติงานโดยใช้ความรู้ในวิชาการที่สัมพันธ์กับวิชาชีพในขอบเขตทั่วไปของงานหลากหลาย  บางงานที่มีความซับซ้อนและไม่เป็นงานประจำ  สามารถประยุกต์ทักษะและความรู้ในการจัดการ  และการแก้ปัญหาและแนะนำผู้อื่น  รวมทั้งมีความรับผิดชอบต่อตนเองผู้อื่นและหมู่คระ  5)  ระดับ ปวส. 2  สามารถประยุกต์ความรู้และทักษะในวิชาการที่สัมพันธ์กับวิชาชีพตามแนวทางของตนเองในการวางแผนและจัดการทรัพยากรได้เหมาะสม  มีส่วนร่วมในการพัฒนาวิธีการ  ริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ  มีความรับผิดชอบต่อตนเอง  ผู้อื่นและหมู่คณะ  เป็นอิสระในการปฏิบัติงานที่ซับซ้อนหรือจัดการงานผู้อื่น  มีส่วนร่วมที่เกี่ยวกับการวางแผน  กาประสานงาน การประเมินผล   (ที่มา กระทรวงศึกษาธิการ :  2549) 

                       ซึ่งจากแนวทางดังกล่าว ผู้สอนจึงได้นำกรอบมาตรฐานหลักสูตร  มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาฐานสมรรถนะของผู้เรียนในด้านของความรู้ (Knowledge) ทักษะ(Skills) และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Attributes)  ให้มีความสอดคล้องเหมาะสมกับสาขาอาชีพระดับฝีมือ  ตรงตามความต้องการของสาขาอาชีพ  สถานประกอบการ  ชุมชน  ต่อไป

2.  ความสำคัญของปัญหา

2.1   เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหานักเรียน  ขาดความชำนาญในการคำนวณในรายวิชาคณิตศาสตร์การตลาด ให้มีความคล่องตัวขึ้น

2.2   เมื่อนักเรียนขาดความชำนาญ  ผู้เรียนมักจะมีผลต่อเจตคติที่ไม่ดีต่อการเรียนสาขาการตลาด ดังนั้นในการแก้ไขปัญหาก็เป็นอีกยุทธ์วิธีที่จะช่วยให้นักศึกษามีเจตคติที่ดีต่อสาขาวิชาชีพการตลาด                                                                               

3.  วัตถุประสงค์การวิจัย

  1. เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหานักเรียนขาดความชำนาญในการคำนวณในรายวิชาคณิตศาสตร์การตลาด โดยใช้การคำนวณ เพื่อเสริมสร้างความชำนาญในการคำนวณ ในรายวิชาคณิตศาสตร์การตลาด สำหรับนักศึกษาระดับปวส.1 วิทยาลัยเทคโนโลยีพงษ์สวัสดิ์  อำเภอเมือง  จังหวัดนนทบุรี

 4.  ขอบเขตและวิธีการดำเนินการวิจัย 

                      4.1  ประชากร / ลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา

                                ประชากร  คือ  นักศึกษาระดับ  ปวส.1/10 สาขาการตลาด  วิทยาลัยเทคโนโลยีพงษ์สวัสดิ์  อ.เมือง  จ.  นนทบุรี  จำนวนทั้งหมด  20 คน

กลุ่มตัวอย่าง  คือ  นักศึกษาระดับ  ปวส.1/10 สาขาการตลาด วิทยาลัยเทคโนโลยีพงษ์  อ.เมือง  จ. นนทบุรี  ที่ขาดความชำนาญในการคำนวณในรายวิชาคณิตศาสตร์การตลาด โดยใช้การคำนวณ เพื่อเสริมสร้างความชำนาญในการคำนวณ ในรายวิชาคณิตศาสตร์การตลาด สำหรับนักศึกษาระดับปวส.1 วิทยาลัยเทคโนโลยีพงษ์สวัสดิ์  อำเภอเมือง  จังหวัดนนทบุรี  จำนวน 10 คน

 

4.2       พื้นที่ที่ใช้ในการวิจัย   สัปดาห์ที่ 1 ถึง สัปดาห์ที่ 17 โดยใช้เวลาในท้ายชั่วโมงของ

คาบเรียน วันละ 30 นาที

4.3       เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

ก.       เครื่องมือในการแก้ปัญหา  แบบฝึกในการคำนวณคณิตศาสตร์การตลาด

ข.      เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล  :

●      แบบฝึกในการคำนวณคณิตศาสตร์การตลาด จำนวน 4 ชุด

4.4    วิธีการดำเนินการ

ขั้นตอนที่ 1  ทำแบบฝึกหัดท้ายชั่วโมงการเรียนการสอน

ขั้นตอนที่ 2  ทำแบบฝึกในการคำนวณคณิตศาสตร์การตลาด จำนวน 4 ชุด

 4.5 วิธีการเก็บข้อมูล  :  ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง  โดยใช้แบบฝึกในการคำนวณคณิตศาสตร์การตลาด จำนวน 4 ชุด

4.6 สถิติที่ใช้ในและวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล

ใช้สถิติในการประเมินผล ค่าร้อยละ  (Percentage)   ของคะแนนหลังการจัดกิจกรรม  โดยแบ่งกลุ่มออกเป็น 4  ระดับ ดังนี้

0  –  10                   :               ไม่ผ่านการประเมิน

11 – 20                  :               ผ่าน / ปานกลาง

21– 30                   :               ผ่าน / ดี

31 – 40                  :               ผ่าน / ดีมาก

  1. 5.        แผนการดำเนินการ  :
ลำดับที่ กิจกรรม วัน / เวลา หมายเหตุ

1.

ให้ทำแบบฝึกหัดท้ายชั่วโมง หลังจากการเรียนการสอน ลงในสมุด โดยฝึกทำโจทย์ในการคำนวณ ซ้ำเพื่อให้มีทักษะในคำนวณมากขึ้น

สัปดาห์ที่ 1-16

ผู้สอนใช้วิธีการทำแบบฝึกหัดท้ายบท

2.

หลังจากนั้นให้ทำแบบฝึกหัดในการคำนวณคณิตศาสตร์การตลาด จำนวน 4 ชุด จากกลุ่มตัวอย่าง 10 คน

สัปดาห์ที่ 17

ทำชุดฝึกในการคำนวณ จำนวน 4 ชุด

3.

สรุปและวิเคราะห์ข้อมูล

สัปดาห์ที่ 18

-

4.

จัดทำรายงานผลการวิจัย

สัปดาห์ที่ 18

-

 

  1. 6.       ผลการดำเนินการวิจัย

 ขั้นตอนที่ 1 การทำแบบฝึกหัดท้ายบทในรายวิชาคณิตศาสตร์การตลาด

รายชื่อ

งบการดำเนินงาน

คำนวณปริมาณ ณ จุดคุ้มทุน

วิเคราะห์ยอดขาย

อัตราหมุนเวียนของสินค้าคงคลัง

คะแนนรวม

ระดับ

1.นางสาวอนงค์ วิวาสุข

7

7

8

7

29

ดี

2.นายธันวา  จันทเสน

6

6

7

7

26

ดี

3.นางสาวนงค์นุช รุ่งเรือง

6

6

6

6

24

ดี

4.นางสาวมณีรัตน์ คล้ายวิเชียร

6

8

8

7

29

ดี

5.นางสาวกฤติยา  หมัดหนัก

7

7

7

7

28

ดี

6.นางสาวเจนจิรา  สีดำ

6

6

7

7

26

ดี

7.นายอาณัติ กลักทองกรณ์

8

7

8

8

31

ดีมาก

8.นายธีรพงษ์  จำมั่น

8

7

8

7

30

ดี

9.นางสาวภัควลัญชญ์  ชนะภัย

6

6

7

7

26

ดี

10.นายณัฐวิทย์  สโรบล

8

7

8

7

30

ดี

ขั้นตอนที่ 2  การทำแบบฝึกหัดในรายวิชาคณิตศาสตร์การตลาด  จำนวน 4 ชุด

รายชื่อ

งบการดำเนินงาน

คำนวณปริมาณ ณ จุดคุ้มทุน

วิเคราะห์ยอดขาย

อัตราหมุนเวียนของสินค้าคงคลัง

คะแนนรวม

ระดับ

1.นางสาวอนงค์ วิวาสุข

10

10

6

8

34

ดีมาก

2.นายธันวา  จันทเสน

6

10

10

5

31

ดีมาก

3.นางสาวนงค์นุช รุ่งเรือง

10

10

10

10

40

ดีมาก

4.นางสาวมณีรัตน์ คล้ายวิเชียร

10

10

10

10

40

ดีมาก

5.นางสาวกฤติยา  หมัดหนัก

8

10

10

10

38

ดีมาก

6.นางสาวเจนจิรา  สีดำ

8

10

10

10

38

ดีมาก

7.นายอาณัติ กลักทองกรณ์

10

10

10

10

40

ดีมาก

8.นายธีรพงษ์  จำมั่น

10

10

8

10

38

ดีมาก

9.นางสาวภัควลัญชญ์  ชนะภัย

10

10

10

10

40

ดีมาก

10.นายณัฐวิทย์  สโรบล

10

10

10

10

40

ดีมาก

 

  1. 5.       สรุปผลการวิจัยในชั้นเรียน

 การแก้ปัญหาการคำนวณรายวิชาคณิตศาสตร์การตลาด โดยใช้การคำนวณ เพื่อเสริมสร้างความ

ชำนาญในการคำนวณ ในรายวิชาคณิตศาสตร์การตลาด สำหรับนักศึกษาระดับปวส.1 วิทยาลัยเทคโนโลยีพงษ์สวัสดิ์  อำเภอเมือง  จังหวัดนนทบุรี จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 10 คน พบว่า ขั้นตอนที่ 2 ทำแบบฝึกหัดในรายวิชาคณิตศาสตร์การตลาด  จำนวน 4 ชุด  มีคะแนนมากว่า ขั้นตอนที่  1 การทำแบบฝึกหัดท้ายบทในรายวิชาคณิตศาสตร์การตลาด ทุกคน

  • ไม่ให้ใส่ความเห็น
  • เผยแพร่เมื่อ 18 พฤศจิกายน 2011 โดย อ.จำนงศรี ก่อเกิด สาขาวิชาการตลาด

การทดลองการการสอนวิชาหลักการตลาดโดยใช้สื่อการสอน E-Book บทที่ 1 เรื่องความหมายและความสำคัญของการตลาด สำหรับนักเรียนนักศึกษาระดับปวส. ห้อง 1-3 การตลาด

ความสำคัญและความเป็นมาของปัญหา

                เนื่องจากนโยบายของโรงเรียนพงษ์สวัสดิ์พณิชยการ โดยมีจัดตั้งองค์กรความร่วมมือการผลิตสื่อ E-Book เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนของนักเรียนให้นักเรียนสนใจการเรียนการสอนจากครูผู้สอนมากขึ้นและเพื่อแก้ปัญหาการเรียนการสอนในห้องเรียน เนื่องจากมีนักเรียนนักศึกษาบางกลุ่ม ไม่สามารถมาเรียนได้ตามเวลาปกติ เนื่องจากต้องทำงานหารายได้พิเศษ ในระหว่างเรียน  เป็นจำนวนมาก จึงจัดอบรม ครูสายวิชา โดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ จากหน่วยงานของรัฐบาล  เป็นเวลา 5 วัน เพื่อผลิตสื่อการสอน ให้ได้ มาจำนวน 1 หน่วย ดังนั้น  ครูผู้สอนจึงต้องการทราบว่า สื่อการสอนวิชาหลักการตลาดบทที่ 1  เรื่อง ความหมายและความสำคัญของการตลาด มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์รายวิชา และสื่อการสอนที่ผลิตแล้วมีความสวยงามเหมาะสมเป็นที่น่าสนใจของนักเรียนหรือไม่ และ ทำให้นักเรียนสนใจการเรียนมากขึ้นหรือไม่ ดังนั้นผู้สอนจึงมีความสนใจในกรทำวิจัยชั้นเรียน สำหรับนักเรียนเรื่องนี้ ตามเหตุผลดังกล่าว

วัตถุประสงค์การวิจัย 

                1.เพื่อพัฒนาสื่อการสอน E-Book วิชาหลักการตลาด เรื่อง ความหมายและความสำคัญของการตลาด สำหรับ นักศึกษาสาขาการตลาด ปวส. 1  ห้อง  3 การตลาด

                2. เพื่อสร้างความสนใจ สื่อการสอน E-Book วิชาหลักการตลาด เรื่อง ความหมายและความสำคัญของการตลาด สำหรับ นักศึกษาสาขาการตลาด ปวส. 1  ห้อง  3 การตลาด

                3. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ในการเรียนการสอนด้วย สื่อการสอน E-Book วิชาหลักการตลาด เรื่อง ความหมายและความสำคัญของการตลาด สำหรับ นักศึกษาสาขาการตลาด ปวส. 1  ห้อง  3 การตลาด

วิธีการดำเนินการวิจัย

                4.1 ประชาการในการวิจัย :นักเรียนนักศึกษาระดับชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ปีที่ 1 ห้อง 3 การตลาด

                4.2  กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย :  นักเรียนนักศึกษาระดับชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ปีที่ 1 ห้อง 3 สาขาวิชาการตลาด   จำนวน 39 คน

                4.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

                                – เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ  สื่อการสอน แบบ E-Book วิชาหลักการตลาด เรื่อง ความหมายและความสำคัญของการตลาด

                                – เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล แบบวัดความพึงพอใจสื่อการเรียนการสอนของนักเรียน  จำนวน 10 ข้อ  และแบบทดสอบการเรียนการสอนด้วยสื่อการเรียนการสอนE-Book วิชาหลักการตลาดเรื่องความหมายและความสำคัญของการตลาดจำนวน  2 ชุด แบ่งเป็นชุดก่อนเรียน และหลังการเรียน

                4.4 วิธีการเก็บข้อมูล : ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยใช้แบบแบบวัดการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนของนักเรียน  จำนวน 10 ข้อ  และแบบทดสอบการเรียนการสอนด้วยสื่อการเรียนการสอนE-Book วิชาหลักการตลาดเรื่องความหมายและความสำคัญของการตลาดจำนวน  2 ชุด แบ่งเป็นชุดก่อนเรียน และหลังการ

เรียน เก็บข้อมูลจากนักเรียนชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงปีที่ 1 สาขาวิชาการตลาดโรงเรียนพงษ์สวัสดิ์พณิชยการ  จำนวน39 คน

วิธีการดำเนินการวิจัย

                4.1 ประชาการในการวิจัย :นักเรียนนักศึกษาระดับชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ปีที่ 1 ห้อง 3 การตลาด

                4.2  กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย :  นักเรียนนักศึกษาระดับชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ปีที่ 1 ห้อง 3 สาขาวิชาการตลาด   จำนวน 39 คน

                4.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

                                - เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ  สื่อการสอน แบบ E-Book วิชาหลักการตลาด เรื่อง ความหมายและความสำคัญของการตลาด

                                - เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล :  แบบวัดความพึงพอใจสื่อการเรียนการสอนของนักเรียน  จำนวน 10 ข้อ  และแบบทดสอบการเรียนการสอนด้วยสื่อการเรียนการสอนE-Book วิชาหลักการตลาดเรื่องความหมายและความสำคัญของการตลาดจำนวน  2 ชุด แบ่งเป็นชุดก่อนเรียน และหลังการเรียน

                4.4 วิธีการเก็บข้อมูล : ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยใช้แบบแบบวัดการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนของนักเรียน  จำนวน 10 ข้อ  และแบบทดสอบการเรียนการสอนด้วยสื่อการเรียนการสอนE-Book วิชาหลักการตลาดเรื่องความหมายและความสำคัญของการตลาดจำนวน  2 ชุด แบ่งเป็นชุดก่อนเรียน และหลังการ

4.5   สถิติที่ใช้และวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล :

  • ใช้สถิติที่เป็นค่าเฉลี่ย (Mean) ของคะแนนแบบวัดการพัฒนา ต่อสื่อการเรียนการสอน และ คะแนนก่อนและหลังการเรียน 
  • ทำการเปรียบเทียบคะแนนหลังการเรียนกับคะแนนเกณฑ์ที่กำหนด

. การสรุปผลและการเขียนรายงานการวิจัย

                1.จากการทดลองสอนด้วยการใช้สื่อ E- Book เรื่อง ความหมายและความสำคัญของการตลาด วิชาหลักการตลาด   แก่นักเรียนนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงปีที่ 1 ห้อง 3 จำนวน 39 คน พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจการทดสองสอบด้วยการใช้สื่อ E-Book เรื่อง ความหมายความสำคัญของการตลาด  อยู่ในระดับ ดี ร้อยละ 80  และเมื่อแยกเป็นรายด้านแล้วพบว่านักเรียนนักศึกษามีความพึงพอใจต่อการใช้สื่อการสอนด้านเนื้อหาสาระ อยู่ในระดับ ดี  ร้อยละ 81  ด้านความสวยงาม  นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับ ดี ร้อยละ 79   ด้านสุดท้ายด้าน บรรยากาศการเรียนการสอน  ร้อยละ 81

                ด้านที่ควรพัฒนาปรับปรุงสื่อการเรียนการสอน E-book ได้แก่

                ด้านเนื้อหาสาระ ควรปรับปรุงรายการเรียงลำดับเนื้อหาจากง่ายไปหายาก  และเนื้อหาสาระเหมาะสมกับผู้เรียน

                ด้านความสวยงาม ควรปรับปรุงเรื่อง การใช้สีตัวอักษรและรูปภาพประกอบเหมาะสม และ .เทคนิคในการนำเสนอภาพนิ่ง

                ด้านบรรยากาศการเรียนการสอน   การใช้เสียงประกอบการบรรยาย  การถามตอบในห้องเรียน ความยากง่ายของแบบทดสอบ

ด้านการทดสอบผลการ พบว่านักเรียนมีผลการทดสอบหลังการเรียนดีกว่า การทดสอบก่อนเรียนด้วยสื่อการเรียน Ebook หน่วยที่ 1  เรื่องความหมายและความสำคัญของการตลาด

  • ไม่ให้ใส่ความเห็น
  • เผยแพร่เมื่อ 18 พฤศจิกายน 2011 โดย อ.จำนงศรี ก่อเกิด สาขาวิชาการตลาด

การฝึกสมรรถนะวิชาชีพการตลาดนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงปีที่ 2 โดยใช้วิชาโครงงาน

ผลงานที่เกิดจากการดำเนินงาน

 ข้อค้นพบที่ได้จากการฝึกสมรรถนะโดยใช้วิชาโครงงานด้านการตลาด จากการใช้แบบสำรวจรายการเกี่ยวกับการนำเสนอปํญหาที่จะศึกษา แบบประเมินเค้าโครงของโครงงานวิชาชีพการตลาด ร่วมกับเกณฑ์การให้คะแนนการนำเสนอเค้าโครงของโครงงานวิชาชีพการตลาด แบบสำรวจรายการเกี่ยวกับความก้าวหน้า ในการดำเนินงานตามเค้าโครงงานวิชาชีพการตลาด  แบบสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในการร่วมกิจกรรมกลุ่มและแบบประเมินเกี่ยวกับความสามารถในการนำเสนอโครงงาน ประกอบกับเกณฑ์การประเมินความสามารถในการนำเสนอโครงงาน ได้ข้อค้นพบดังนี้

   1.1 จากการใช้การเขียนโครงการแผนการตลาดเกี่ยวกับการนำเสนอน้ำดื่มให้แก่ผู้มุ่งหวัง พบว่า จากเขียนโครงการแผนการตลาดนักเรียนเขียนแผนการตลาดและดำเนินการตามแผนการตลาดได้ ระดับหนึ่ง ซึ่งครูผู้สอนสามารถนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลและนำไปปรับปรุงแผนการสอนในโอกาสต่อไปได้

1.2 การประเมิ นผลการฝึกสมรรถนะวิชาชีพโครงงาน เป็นการประเมินกระบวนการ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องประเมินตลอดระยะเวลาที่มีการทำโครงงานวิชาชีพการตลาด  จากการใช้แบบประเมินเค้าโครงวิชาชีพการตลาดร่วมกับเกณฑ์การให้คะแนนการนำเสนอเค้าโครงของโครงงานวิชาชีพการตลาดพบว่า ผลการประเมินโดยเครื่องมือดังกล่าวช่วยให้ครูผู้สอนให้คะแนนในขั้นตอนแรกของการทำโครงงานวิชาชีพการตลาด อย่างเป็นระบบ มีแนวทางในการพิจารณาความสามารถเป็นไปตามขั้นตอนของการเขียนเค้าโครงงานวิชาชีพการตลาด และเกณฑ์การให้คะแนน และแบบประเมินเกี่ยวกับความสามารถในการนำเสนอโครงงานวิชาชีพ ประกอบกับเกณฑ์การให้คะแนนการประเมินความสามารถในการนำเสนอโครงการวิชาชีพการตลาด พบว่าผลการประเมินโดยเครื่องมือดังกล่าวช่วยให้ครูผู้สอนให้คะแนนในกระบวนการสุดท้ายของการทำโครงงานวิชาชีพการตลาดอย่างเป็นระบบมีแนวทางในการพิจารณาให้คะแนนเป็นไปตามขั้นตอนของการนำเสนอเค้าโครงงานวิชาชีพการตลาด และเกณฑ์การให้คะแนน และจากการใช้แบบประเมินที่กล่าวมาช่วยให้ครูผู้สอนและนักเรียนในการให้คะแนนได้ตรงและสอดคล้องกับสภาพจริงค่อนข้างมาก อีกทั้งยังง่ายต่อการให้คะแนน

1.3 จากการใช้แบบสำรวจรายการเกี่ยวกับความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามเค้าโครงงานวิชาชีพการตลาด พบว่าการนำแบบสำรวจรายการมาใช้ช่วยให้ครูผู้สอนสามารถติดตามการดำเนินการตามแผนปฏิบัติของโครงงานที่กำหนดไว้

                1.4 จากการใช้แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในการร่วมกลุ่มกิจกรรมโดยเวลาส่วนใหญ่นักเรียนจะใช้เวลานอกเหนือจากการเรียนปกติในการทำโครงงานวิชาชีพการตลาดซึ่งครูจะนัดหมายให้นักเรียนมาพบเพื่อติดตามการดำเนินการ 3 ครั้ง และสำรวจความก้าวหน้าของโครงงานพร้อมทั้งให้นักเรียนมาบันทึกการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในการร่วมกิจกรรมกลุ่ม พบว่าการใช้แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม ทำให้ครูผู้สอนได้ข้อมูลที่เป็นจริงและนักเรียนมีความภูมิใจที่มีส่วนร่วมในการประเมินผล และสามารถนำผลจากการประเมินมาแปลงเป็นคะแนนจิตพิสัยของโครงงานคณิตศาสตร์ได้

โครงการความพึงพอใจของผู้บริโภคที่ใช้บริการให้เช่าวีซีดี ดีวีดี ร้านซึทาญ่า (พ้อยโตะ) สาขาโลตัสปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

ผลความพึงพอใจของการอบรม เรื่อง การค้าออนไลน์

การประเมินผลครั้งนี้เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เข้าร่วมการอบรม และศึกษาข้อเสนอแนะที่เกี่ยวกับการอบรม เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการวางแผนและปรับปรุงการอบรมในครั้งต่อไป  เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมินผลความพึงพอใจ ซึ่งมีจำนวน 2 ตอน ตอนที่ 1 คือคำถามเกี่ยวกับข้อมูลของผู้เข้าแข่งขัน   ซึ่งมีจำนวน  3  ข้อ  ตอนที่ 2 เป็นคำถามเกี่ยวกับความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมการอบรม  จำนวน10 ข้อ   เป็นคำถามแบบ ประมาณค่า (Rating Scale)   ซึ่งได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ที่เข้าร่วมการแข่งขัน    จากจำนวน ทั้งหมด 32  คน  โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย  นำผลมาวิเคราะห์ มารายงานรูปตารางและบรรยายใต้ตารางดังต่อไปนี้

ตอนที่ 1  ข้อมูลส่วนตัว ผู้เข้าร่วมการอบรม เป็นนักเรียนนักศึกษา ร้อยละ93.75   เป็นครูอาจารย์ร้อยละ 6.25 มีการศึกษาระดับปวช- ปวส. ร้อยละ 50 มัธยมศึกษาตอนปลาย ร้อยละ 43.8 ปริญญาตรี หรือสูงกว่า ร้อยละ 6.3 มาจากสถาบันของเอกชน ร้อยละ 78.1  สถาบันของรัฐบาล ร้อยละ 21.9

ตอนที่ 2 ความพึงพอใจต่อการเข้าร่วมการอบรม ภาพรวมของความพึงพอใจของผู้เข้าอบรมอยู่ในระดับมาก ร้อยละ85.8  หรือค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.29 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ .581 และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อแล้วพบว่านักเรียนนักศึกษามีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ทุกข้อ โดยมีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 4.13 –4.50  ตามลำดับ

ศึกษาทัศนะคติของนักศึกษาระดับชั้น ปวส.2แผนกการตลาด ที่มีต่อการทำรายงานบูรณาการ

การวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาทัศนะคติของนักศึกษาระดับชั้น ปวส.2 แผนกการตลาด ที่มีต่อการทำรายงานบูรณาการ โรงเรียนพงษ์สวัสพณิชยการ  โดยทำการเก็บรวบรวมจากประชากรที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ที่เป็นนักศึกษาปวส.2 สาขาวิชาการตลาด โดยการสุ่มตัวอย่างจากนักศึกษาระดับชั้น ปวส.2 รอบเช้า  แผนกการตลาด จำนวน  53 คน ด้วยวิธีการแจกแบบสอบถามแล้วนำข้อมูลมาทำการวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมทางคอมพิวเตอร์ และสถิติที่ใช้คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แสดงออกมาในรูปตารางโดยมีผลสรุปดังต่อไปนี้

                         ตอนที่ 1 ข้อมูลส่วนตัว  พบว่ากลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิง ร้อยละ 75.5 เป็นเพศชาย ร้อยละ 24.5 พบว่า ผลการเรียนระหว่าง 2.00 – 3.00  ร้อยละ 45.3  ผลการเรียนระหว่าง 3.00 – 4.00ร้อยละ 45.3   

                         ตอนที่ 2 ทัศนะคติของนักศึกษาระดับชั้น ปวส.2 แผนกการตลาด ที่มีต่อการทำรายงานบูรณาการ โรงเรียนพงษ์สวัสพณิชยการ  พบว่าภาพรวมของความคิดเห็นของนักเรียน นักศึกษา ที่มีต่องานบูรณาการทั้ง 3 ด้านอยู่ในระดับมาก ( ค่าเฉลี่ย= 3.83 S. D=.903)  และเมื่อมีการพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าความคิดเห็นที่มีต่องานบูรณาการ อยู่ระดับมากทุกด้านดังต่อไปนี้ ด้านพฤติกรรมการสอน  ( =3.98 S.D=.940) ด้านทัศนคติ  ( =3.87 S.D=.891) ด้านการแก้ปัญหา( =3.66 S.D=..878)