ความพึงพอใจของนักเรียน-นักศึกษาก่อนออกฝึกงาน กณีศึกษาทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 รอบเช้า และ นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ม.6) โรงเรียนพงษ์สวัสดิ์พณิชยการ

การวิจัย เรื่องความพึงพอใจของนักเรียน-นักศึกษาก่อนออกฝึกงาน  กรณีศึกษาทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 รอบเช้า และ นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง  (ม.6) โรงเรียนพงษ์สวัสดิ์พณิชยการ เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 รอบเช้า ว่ามีความพึงพอใจในการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ มากน้อยเพียงใด เพื่อให้นักเรียนมีสมรรถนะที่ดีขึ้น ทางผู้วิจัยได้เก็บรวมรวมข้อมูลจากประชากรที่เป็นกลุ่มตัวอย่างจำนวน  314  คน มาทำการวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม SPSS และสถิติที่ใช้คือค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แสดงออกมาในรูปตารางโดยมีผลสรุปดังต่อไปนี้

ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของนักเรียน ผู้เข้าทดสอบเป็นเพศชาย ร้อยละ 35  เพศหญิง ร้อยละ 65 เป็นนักเรียนระดับชั้น ปวช. ร้อยละ 88  เป็นระดับ ปวส. ร้อยละ 12   ศึกษาอยู่ในสาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจร้อยละ 48   สาขาการบัญชี  ร้อยละ  24  การขายร้อยละ 17 สาขามัลติจำนวน 33 คิดเป็นร้อยละ 1

ตอนที่ 2 ความพึงพอใจต่อการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานวิชาชีพภาพรวม ความพึงพอใจที่ได้รับจากการทดสอบฝีมือแรงงานวิชาชีพ พบว่านักเรียนนักศึกษามีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ87.6  ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.38  และเมื่อพิจารณาแล้วพบว่านักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมากทุกข้อ โดยมีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 4.05-4.62

ความพึงพอใจการปฏิบัติงานพัศดุ ครุภัณฑ์ในโรงเรียนพงษ์สวัสดิ์พณิชยการ

การศึกษาความพึงพอใจการปฏิบัติงานพัศดุ ครุภัณฑ์ในโรงเรียนพงษ์สวัสดิ์พณิชยการ  ผู้วิจัยขอนำเสนอหัวข้อวิจัยดังต่อไปนี้

  1. วัตถุประสงค์ของการวิจัย
  2. สมมุติฐานของการวิจัย
  3. วิธีดำเนินการวิจัย
    1. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
    2. การเก็บรวบรวมข้อมุล
    3. การวิเคราะห์ข้อมูล
  4. การสรุปผลการวิจัย
  5. การอภิปรายผล
  6. ข้อเสนอแนะ

1.วัตถุประสงค์ของการวิจัย

  1. เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานพัศดุครุภัณฑ์ในโรงเรียนพงษ์สวัสดิ์พณิชยการ ตามความคิดเห็นของบุคลากรในโรงเรียนพงษ์สวัสดิ์พณิชยการ
  2. เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการปฏิบัติงานพัศดุครุภัณฑ์ในโรงเรียนพงษ์สวัสดิ์พณิชยการ

2.   สมมติของการวิจัย

บุคลากรมีความพึงพอใจต่อการปฏิบัติงานพัศดุครุภัณฑ์ในโรงเรียนพงษ์สวัสดิ์แตกต่างกัน

3.วิธีดำเนินการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้คือ

ประชากร  และกลุ่มตัวอย่าง

ประชากรในครั้งนี้ได้แก่ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน และผู้ใช้บริการประกอบด้วยครู อาจารย์ พนักงาน เจ้าหน้าที่ ในสถานศึกษา ซึ่งมีจำนวน 80  คน

กลุ่มตัวอย่าง

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ผู้ปฏิบัติงาน และผู้ใช้บริการประกอบด้วยครู อาจารย์ พนักงาน เจ้าหน้าที่ ในสถานศึกษา ซึ่งมีจำนวน 60   คน ซึ่งใช้วิธีการสุ่มตัวอย่าง ๆ ง่าย

ผลสรุปคือ

ตอนที่ 1 ข้อมูลส่วนตัวคือเป็นเพศหญิง ร้อยละ 60 และเป็นเพศชาย ร้อยละ 40 เจ้าหน้าที่หรือพนักงาน ร้อยละ 33 มีสาถนะเป็นครู-อาจารย์ ร้อยละ 33  หัวหน้าสาขาวิชา  ร้อยละ 17 หัวหน้างาน ร้อยละ 12 และ อื่นๆ 3 คน คิดเป็นร้อยละ 5

ตอนที่ 2 ความพึงพอใจต่อการบริการของงานพัสดุคุรุภัณฑ์ บุคลากรมีความพึงพอใจต่อการให้บริการงานพัศดุ อยู่ในระดับมาก (= 3.64 และ S.D = .873)  และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านแล้วพบว่าผู้ใช้บริการมีความพึงพอใจต่อการบริการงานพัสดุครุภัณฑ์ อยู่ในระดับ มากทุกด้าน โดยมีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 3.62  – 3.70 ตามลำดับจากมากไปหาน้อย  สามลำดับดังต่อไปนี้คือ1.ด้านการจัดซื้อพัสดุ (= 3.70 และ S.D = .872)   รองลงมาคือด้านการจัดจำหน่ายพัสดุ  (= 3.68 และ S.D = .900) อันดับสามด้านการเบิกจ่ายพัสดุ(= 3.60 และ S.D = .891)    อันดับ สี่ คือ ด้านการเก็บรักษาพัสดุ (= 3.62 และ S.D = .844)    และสุดท้ายด้านการควบคุมพัสดุ (= 3.60 และ S.D = .891)  

ข้อเสนอแนะ

ควรมีการพัฒนา แก้ไขด้านการควบคุมพัศดุ ให้มากที่สุดเนื่องจาก ผู้ใช้บริการมีความพึงพใจอันดับน้อยที่สุด

จากผลการศึกษา พบว่าด้านการควบคุมพัสดุ มีความพึงพอใจน้อยมาก ดังนั้น ถ้าต้องการให้มีความพึงพอใจมากควรมีการควบคุมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยเฉพาะการทำบัญชีในการควบคุม  จำนวนที่ซื้อเข้ามา จ่าย ไป และจำนวนคงเหลือให้มีประสิทธิภาพและเป็นปัจจุบัน ส่วนด้านการจัดเก็บโดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่ในการจัดเก็บพัสดุคับแคบ มไม่มีสถานที่ในการจัดเก็บเป็นการเฉพาะและสถานที่ในการจัดเก็บไม่เหมาะสม ควรมีสถานที่ในการจัดเก็บให้กับสถานศึกษาให้เพียงพอ

ความสนใจในการเลือกสาขาวิชาที่ศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในจังหวัดนนทบุรี

การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อจะศึกษาปัจจัยหลักที่เป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจในการศึกษาต่อ ของมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในจังหวัดนนทบุรีโดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะดังนี้

  1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกศึกษาต่อของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในจังหวัดนนทบุรี
  2. เพื่อศึกษาความสนใจในการเลือกสาขาวิชาที่ศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในจังหวัดนนทบุรี
  3. เพื่อศึกษาเหตุผลในการเลือกสาขาวิชาที่จะศึกษาต่อ ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในจังหวัดนนทบุรี

ขอบเขตของการวิจัย

1.ประชากร

การศึกษาครั้งนี้ กำหนดขอบเขตของการศึกษาในกลุ่มโรงเรียนที่จัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในสังกัดกรมสามัญศึกษาจังหวัดนนทบุรี  ซึ่งเป็นโรงเรียนในโครงการขยายโอกาสทางการศึกษา ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี  โดยประกอบด้วย 6 อำเภอ ได้แก่  อำเภอเมืองนนทบุรี  อำเภอปากเกร็ด  อำเภอบางกรวย  อำเภอบางใหญ่   อำเภอบางบัวทอง  อำเภอไทรน้อย

และปริมณฑล

2. กลุ่มตัวอย่าง

กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาวิจัยครั้งนี้  เป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 ในจังหวัดนนทบุรี จำนวน 400 คน จากสูตรสำเร็จของ YAMANE  ที่ระดับความเชื่อมั่นที่ 95% ระดับ    ความคลาดเคลื่อนที่ 5% ได้จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 385 คน หรือประมาณ 400 คน จากโรงเรียนต่างๆ แต่รวบรวมคืนมาได้  517 คน

3.ตัวแปรที่ศึกษา

ตัวแปรต้น ได้แก่

3.1 เพศ

3.2 คะแนนเฉลี่ยของนักเรียน

3.3 จำนวนพี่น้อง

3.4 ระดับการศึกษาของบิดา

3.5 ระดับการศึกษาของมารดา

3.6  อาชีพของบิดา

3.7 อาชีพของมารดา

3.8 รายได้ต่อเดือนของบิดาและมารดาของนักเรียน

ตัวแปรตาม ได้แก่การเลือกศึกษาต่อและความสนใจในสาขาวิชาที่เลือกเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เพื่อสอบถามความต้องการในการเลือกศึกษาต่อ ความสนใจในสาขาวิชาที่เลือกศึกษา และเหตุผลในการเลือกศึกษาต่อของนักเรียนมะยมศึกษาชั้นปีที่  3  ประกอบด้วย  2  ส่วน  คือ

1.แบบสอบถามเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนตัวของนักเรียน แบบสอบถามส่วนนี้จะมีข้อคำถามให้นักเรียนเลือกตอบดังต่อไปนี้

1.1 ข้อมูลส่วนตัวโดยทั่วไปของนักเรียน ได้แก่ เพศ คะแนนผล สัมฤทธิ์ ทางการเรียน จำนวนพี่น้องของนักเรียน       จำนวน 3 ข้อ

1.2 ข้อมูลเกี่ยวกับบิดามารดาของนักเรียน หรือผู้ปกครองได้แก่ ระดับการศึกษาของบิดามารดา อาชีพ บิดามารดา   รายได้เฉลี่ยของบิดามารดา จำนวน 5 ข้อ

2. แบบสอบถามเกี่ยวกับความสนใจในสาขาวิชาที่เลือกศึกษาต่อ และเหตุผลในการเลือกศึกษาต่อ ของนักเรียน จำนวน 3 ข้อ

สรุปผลการวิเคราะห์

ตอนที่ 1 สภาพพื้นฐานเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวของ พบว่าส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง ร้อยละ60.7 เพศชายร้อยละ  39.3  มีผลการเรียนระหว่าง 3.01-3.50 และ 3.51-4.00  ร้อยละ 30.2 และ32.1 ตามลำดับ ส่วนใหญ่มีพี่น้อง จำนวน 2 คน ร้อยละ 44   บิดามารดามีการศึกษา ม.3 – ป.ตรี ร้อยละ 67.3  และ ร้อยละ 69.1  ด้านอาชีพของบิดาส่วนใหญ่ ประกอบธุรกิจส่วนตัว เหมือนมารดา ร้อยละ 29.8 และร้อยละ 33.1 รายได้บิดา และมารดาส่วนใหญ่อยู่ในระหว่าง 5,001-10,000 บาทต่อเดือน ร้อยละ ร้อยละ 27.5

ตอนที่ 2 วิชาที่สนใจเลือกเรียน ส่วนใหญ่ เลือกสามัญร้อยละ 70.6 สายอาชีวศึกษาร้อยละ 26.7 วิชาที่นักเรียนสนใจเลือกเรียน  ด้านต่าง ๆ คือสายสามัญ นักเรียนเลือกวิทย์คณิต ร้อยละ 19.9 ศิลปภาษาร้อยละ12.2 ศิลป์คำนวณ ร้อยละ8.6    ด้านสายอาชีวศึกษาด้านพณิชยกรรม ได้แก่ สาขาวิชาการโรงแรมและการท่องเที่ยวร้อยละ 5.2 สาขาวิชาการบัญชีร้อยละ5.1 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ร้อยละ 4.1 และสาขาการตลาดร้อยละ 2.3    สาขาวิชาภาษาต่างประเทศ นักเรียนสนใจศึกษาต่อร้อยละ 5.1  วิชาคหกรรม(อาหารและโภชนาการ) นักเรียนสนใจศึกษาต่อร้อยละ1.5   วิชาเทคโนโลยีคอม นักเรียนสนใจเรียนร้อยละ 3.7 วิชาถ่ายภาพและภาพยนตร์ร้อยละ2.2

ตอนที่ 3 เหตุผลความสนใจในการศึกษาวิชาต่างๆคือ เป็นวิชาที่น่าสนใจ รองลงมาเป็นวิชาที่ใช้ในการประกอบอาชีพได้ในอนาคต  สามารถศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยได้ และสุดท้าย คือมีโอกาสสำเร็จการศึกษามากที่สุด

สาเหตุและการแก้ปัญหาที่นักเรียนหนีเรียน

            การพัฒนานักเรียนให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญหา ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรม และมีวิถีชีวิตที่เป็นสุข ตามที่สังคมมุ่งหวังให้โรงเรียนพงษ์สวัสดิ์พณิชยการต้องพัฒนากระบวนการแก้ปัญหาการหนีเรียนของนักเรียน ด้วยเทคนิควิธีการใหม่ๆ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนากระบวนการแก้ไขปัญหาการหนีเรียนของนักเรียนโรงเรียนพงษ์สวัสดิ์พณิชยการ  อำเภอเมือง  จ.นนทบุรี กรอบการศึกษาค้นคว้าคือ การศึกษาเอกสาร การเยี่ยมบ้าน  และการแก้ไขปัญหาแบบกลุ่มบุคคลโดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติ  (Action Research) ประกอบด้วย การวางแผน (Planning) การปฏิบัติตามแผน (Action)  การสังเกต( Observation) และการสะท้อนผล ( Reflection) จำนวน 2 วงรอบ มีกลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้า จำนวน 9 คน กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 12 คน และกลุ่มผู้ให้ข้อมูล จำนวน 11 คน โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสำรวจ แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูล ตีความ สร้างข้อสรุป และตรวจสอบข้อมูลด้วยเทคนิคสามเส้า (Triangulation Techniques) และนำเสนอผลการศึกษาค้นคว้าโดยวิธีพรรณนาวิเคราะห์  ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏ ดังนี้

 สภาพก่อนการพัฒนาของนักเรียนโรงเรียนพงษ์สวัสดิ์พณิชยการ  พบปัญหาในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและด้านการปกครองคือ นักเรียนหนีเรียน ทั้งไม่เข้าเรียน และหนีเรียนเป็นบางชั่วโมง ต่อมาผู้ศึกษาค้นคว้าดำเนินการพัฒนาการแก้ไขปัญหาการหนีเรียนโดยใช้ 3 กลยุทธ์คือ การศึกษาเอกสาร การเยี่ยมบ้าน และการแก้ไขปัญหาการหนีเรียนแบบกลุ่มบุคคล มาพัฒนานักเรียนกลุ่มเป้าหมาย ปรากฏผลดังนี้

วงรอบที่ 1 ดำเนินการให้กลุ่มเป้าหมายศึกษาเอกสารเกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรมวินัยและบทบาทหน้าที่ของนักเรียน ผลการศึกษาเอกสาร พบว่า นักเรียนกลุ่มเป้าหมายมีความรู้ความเข้าใจเรื่องคุณธรรมจริยธรรม วินัยและบทบาทหน้าที่ของนักเรียนมากขึ้น ซึ่งทำให้นักเรียนสามารถจะนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆร่วมกับเพื่อนนักเรียนคนอื่น ๆ ในโรงเรียนได้โดยไม่หนีเรียน แต่ยังขาดความมั่นใจเพราะไม่ทราบว่าจะปฏิบัติได้ดีเพียงใดเมื่อพัฒนาต่อด้วยการเยี่ยมบ้านนักเรียน เพื่อทำความเข้าใจปัญหาร่วมกับนักเรียนและผู้ปกครองผลปรากฏว่า ทำให้ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่และพฤติกรรมที่นักเรียนแสดงออกโดยการหนีเรียนไม่เข้าเรียนในห้องเรียนและไม่ไปโรงเรียนมากขึ้น นักเรียนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีและเข้าใจถึงความสำคัญของการเรียนและบทบาทหน้าที่ของนักเรียนมีความกระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียนมากขึ้น แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะไม่หนีเรียนอีก

วงรอบที่ 2 ดำเนินการพัฒนากระบวนการแก้ไขปัญหาการหนีเรียนของนักเรียนด้วยกล ยุทธ์ การแก้ไขปัญหาการหนีเรียนแบบกลุ่มบุคคล ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 3 กิจกรรมคือ 1)  กิจกรรมส่งเสริมพัฒนาความประพฤติและระเบียบวินัย 2) กิจกรรมส่งเสริมพัฒนาด้านความรับผิดชอบต่อสังคม 3) กิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ผลการดำเนินการปรากฏว่า นักเรียนกลุ่มเป้าหมายทุกคนมีความสุขในการทำกิจกรรม และมีความรู้สึกพึงพอใจในการทำกิจกรรมจนเกิดความต้องการมาเรียนและปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆเกิดความตระหนักและเห็นความสำคัญของการเรียนโดยมีความเห็นกันว่าจะไม่หนีเรียนอีก

โดยสรุปการพัฒนากระบวนการแก้ไขปัญหานักเรียนหนีเรียน โดยการศึกษาเอกสารการเยี่ยมบ้าน และการแก้ไขปัญหาการหนีเรียนแบบกลุ่มบุคคล ช่วยให้นักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการหนีเรียนมาเป็นสนใจกระตือรือร้นอยากเรียนและเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ อย่างสม่ำเสมอได้

ความสนใจในการเลือกศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 ความสนใจในการเลือกศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3

ความสนใจในการเลือกศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3
 การศึกษาครั้งนี้เพื่อศึกษาความสนใจการเลือกศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 และศึกษาเหตุผลความสนใจการเลือกเรียน เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนงานด้านวิชาการ และการตลาด การส่งเสริมการตลาดต่อไป  ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ปีที่ 3 จากโรงเรียนในเขตอำเภอเมืองและอำเภอต่างๆ เป็นจำนวน 22 โรงเรียน ประมาณโรงเรียนละ 20 คน เป็นจำนวน 517 คน  นำข้อมูลที่ได้มาประมวลผล วิเคราะห์ผล รายงานผลในรูปตารางแผนภูมิและบรรยายประกอบดังต่อไปนี้

 ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของนักเรียน ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนหญิง ร้อยละ60.7 นักเรียนชายร้อยละ 39.3 มีผล การเรียนระหว่าง  3.01 – 3.50และ 3.51-4.00   ร้อยละ 30.2 – 32.1 ตามลำดับ ส่วนใหญ่มีพี่น้อง จำนวน 2 คนร้อยละ 44 บิดาและมารดา มีการศึกษาม.3 – ป.ตรี ร้อยละ67.3 และร้อยละ 69.1 ส่วนอาชีพของบิดา ส่วนใหญ่ประกอบธุรกิจส่วนตัวเหมือนมารดา ร้อยละ29.8 และ ร้อยละ 33.1 ส่วนรายได้ของบิดาและมารดาส่วนใหญ่อยู่ในระหว่าง 5001 – 10000บาท ต่อเดือนร้อยละ 27.5

 ตอนที่ 2 วิชาที่สนใจเลือกเรียน ส่วนใหญ่ เลือกสายสามัญร้อยละ70.6 สายอาชีวศึกษาร้อยละ26.7 วิชาที่สนใจเลือกเรียน ด้านสายสามัญเลือกวิทย์คณิต ร้อยละ19.9  ศิลป์ภาษาร้อยละ12.2 ศิลป์คำนวนร้อยละ 8.6  สายอาชีวศึกษาด้านพาณิชยกรรมได้แก่ สาขาวิชาการโรงแรมและการท่องเที่ยวร้อยละ 5.2 สาขาวิชาการบัญชีร้อยละ 5.1  สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ร้อยละ 4.1 และสาขาการตลาดร้อยละ 2.3   ส่วนสาขาวิชาภาษาต่างประเทศ นักเรียนสนใจร้อยละ 5.1   และวิชาคหกรรม (อาหารและโภชนาการ) นักเรียนสนใจศึกษาร้อยละ 1.5  
 ส่วนวิชาที่น่าสนใจได้แก่วิชา เทคโนคอมพิวเตอร์นักเรียนมีความสนใจร้อยละ 3.7 รองลงมาคือวิชา ถ่ายภาพและภาพยนตร์ ร้อยละ 2.2 

 ตอนที่ 3 เหตุผลความสนใจในการศึกษาวิชาต่าง ๆคือเป็นวิชาที่น่าสนใจ รองลงมา เป็นวิชาที่ใช้ในการประกอบอาชีพได้ ในอนาคต อันดับ สามคือสามารถศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยได้ และอันดับสุดท้ายมีโอกาสสำเร็จการศึกษา ได้มากที่สุด

การพัฒนาพฤติกรรมด้านคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนสู่การเป็นคนดีของสังคม

 การพัฒนาพฤติกรรมด้านคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียนสู่การเป็นคนดีของสังคม สรุปผลการดำเนินการตามลำดับ ดังนี้

  1. จุดมุ่งหมายของการดำเนินโครงการ
  2. วิธีดำเนินโครงการ
  3. สรุปผลการดำเนินโครงการ
  4. อภิปรายผล
  5. ข้อเสนอแนะ

จุดมุ่งหมายของการดำเนินโครงการ

                การพัฒนาพฤติกรรมด้านคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียนสู่การเป็นคนดีของสังคม มีจุดมุ่งหมายของการดำเนินโครงการดังนี้

                1. เพื่อศึกษาผลการพัฒนาพฤติกรรมด้านคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียนชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.)และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) 2552

                2. เพื่อสำรวจความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อพฤติกรรมด้านคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน

                3. เพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจของครูที่มีต่อพฤติกรรมด้านคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียนก่อนและหลังการดำเนินโครงการ

ผลอภิปราย

1.ผลจากการสังเกตพฤติกรรมด้านคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน โดยครูประจำชั้นพบว่า นักเรียนมีพฤติกรรม โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายการพบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 3.54-4.35 โดยอยู่ในระดับมากทุกรายการ

2 ผลการสำรวจความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนพบว่า ความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อพฤติกรรมด้านคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน ความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อพฤติกรรมด้านคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับ  มาก (X = 4.29) เมื่อพิจารณาเป็นรายการ พบว่ามีค่าเฉลี่ย อยู่ระหว่าง 3.96-4.95

                3. ผลการเปรียบเทียบความพึงพอใจของครู ที่มีต่อพฤติกรรมด้านคุณธรรม จริยธรรม ของนักเรียนก่อนและหลังดำเนินโครงการ โดยรวมและรายเป้าหมายพบว่า ความพึงพอใจของครูที่มีต่อพฤติกรรมด้านคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน หลังดำเนินโครงการสูงกว่าก่อนดำเนินโครงการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

ความต้องการโน๊ตบุคส์

ความคิดเห็นเกี่ยวกับการซื้อคอมพิวเตอร์ Note books ของผู้ปกครองนักเรียนนักศึกษา

                การสำรวจนความคิดเห็นครั้งนี้เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้ปกครองเกี่ยวกับความต้องการซื้อคอมพิวเตอร์ Note books และศึกษาปัญหาที่เกี่ยวกับการจัดซื้อ  เพื่อนำมาใช้ในการวางแผนการดำเนินการจัดหา จัดซื้อเพื่อให้นักเรียนนำมาใช้เป็นอุปกรณ์การเรียนของนักเรียนต่อไป  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสำรวจความต้องการแบบเลือกตอบเพียงข้อเดียวจำนวน  6  ข้อ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ปกครองนักเรียนนักศึกษาในวันที่ 21 มีนาคม  รอบเช้า จำนวน 191  คน จากจำนวน ทั้งหมด  โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง  นำผลมาวิเคราะห์ผลรายงานผลในรูปแผนภูมิและบรรยายใต้ตารางดังต่อไปนี้

ตารางที่ 1 ร้อยละ ของเพศ ผู้ปกครอง

คำถาม

ความถี่

ร้อยละ

เพศชาย

70

37

เพศหญิง

121

63

รวม

191

100

 

                จากแผนภูมิจะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่ผู้ปกครองเป็นเพศหญิง จำนวน 121  คน คิดเป็นร้อยละ 70  เป็นเพศชาย จำนวน 63 คน คิดเป็นร้อยละ 37

 ตารางที่ 2 แสดงจำนวนร้อยละของสถานะผู้ปกครองตามระดับการศึกษา

คำถาม

ความถี่

ร้อยละ

ปวช

190

99

ปวส.

1

1

รวม

191

100

 

                 จากแผนภูมิ  ส่วนใหญ่ เป็นผู้ปกครองของนักศึกษาระดับปวช มากที่สุดร้อยละ 99 และเป็นผู้ปกครองของนักศึกษาระดับปวช. และปวช. 2 ซึ่งเป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาและอยู่ในสถานะมีความต้องการใช้

ตารางที่ 3 แสดงสาขาวิชาการเรียนของนักเรียนที่อยู่ในความดูแลของผู้ปกครอง

คำถาม

ความถี่

ร้อยละ

การบัญชี

33

17

การตลาด

10

5

คอมพิวเตอร์ธุรกิจ

115

60

มัลติมีเดีย

33

17

รวม

191

100

 

                จากแผนภูมิที่ 3 พบว่าส่วนใหญ่เป็นผู้ปกครองของนักเรียนสาขา คอมพิวเตอร์ธุรกิจร้อยละ 60  สาขาการบัญชีร้อยละ 17  เท่ากับผู้ปกครองของสาขาวิชามัลติมีเดีย  และสุดท้ายคือ  สาขาวิชาการตลาด 

ร้อยละ  

 

 

ตารางที่ 4 แสดงร้อยละความต้องการซื้อหรือไม่ซื้อ

คำถาม

ความถี่

ร้อยละ

ต้องการซื้อ

54

28

ไม่ต้องการซื้อ

137

72

รวม

191

100

 

จากแผนภูมิจะเห็นได้ผู้ปกครองไม่ต้องการซื้อ ร้อยละ 72  และต้องการซื้อร้อยละ 28   

 

ตารางที่ 5 แสดงร้อยละของเหตุผลความต้องการซื้อหรือไม่ซื้อ

คำถาม

ความถี่

ร้อยละ

มีคอมพิวเตอร์Note books แล้ว

46

24

ยังไม่พร้อมซื้อ

76

40

อื่น ๆ คือขอพิจารณาส่วนประกอบทั้งหมดก่อน

69

36

รวม

191

100

 

                จากแผนภูมิจะเห็นได้ว่าเหตุผลที่ผู้ปกครองตัดสินใจซื้อเพราะว่ามีเพิ่มอีกก็สะดวกและจำเป็นสำหรับนักเรียน และไม่ซื้อเพราะ ว่ายังไม่พร้อมในด้านปัจจัยและ ขอพิจารณารายละเอียดต่าง ๆก่อนตัดสินใจซื้อ   และสุดท้ายคือ เพราะว่า ผู้ปกครองมีคอมพิวเตอร์โน๊ตบุคส์แล้ว

 

 

 

 

 

  • ไม่ให้ใส่ความเห็น
  • เผยแพร่เมื่อ 26 มีนาคม 2010 โดย Super Admin ฝ่ายบริหาร